🔺

Lab 51 — ปริซึม: มุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุดและการกระจายแสง (3D)

Prism — Minimum Deviation & Dispersion — ปริซึมแก้ว 3 มิติหักเหแสงจริง (ray tracing) · หมุนปริซึมหามุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุด · n = sin((A+δmin)/2) / sin(A/2) · แสงขาวแยกเป็นสเปกตรัม

3D · three.js KP Science simulation
มุมบน — ลากรอบปริซึมเพื่อหมุนแท่นหมุน
⚠️ โหลดไลบรารี 3D (three.js) ไม่สำเร็จ — ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ยังใช้แผนภาพด้านล่างได้
📐 แผนภาพกระดาษ (มองจากด้านบน · ตามสเกล) — ลากรอบปริซึมเพื่อหมุน · แว่นขยายอ่านมุม i และ δ โหมดวัดเอง: อ่านมุมจากสเกลเอง
โหมดการทดลอง
ตารางบันทึกผลไม่ถูกลบ · วัสดุปริศนาไม่เปลี่ยน
🧭 ตอนนี้ต้องทำอะไร
🔦 แหล่งกำเนิดแสง
🔺 วัสดุปริซึม (มุมยอด A = 60°)
🔄 หมุนแท่นปริซึม
หมุนปริซึม
แท่นหมุนรอบจุดกึ่งกลางผิวรับแสง · เข็มชี้บนแท่นอ่านมุมตกกระทบ i · โปรแทรกเตอร์วัดมุมเบี่ยงเบน δ ระหว่างแนวรังสีตกกระทบกับรังสีออก
🖐 บันทึกผล
i ที่อ่านได้ (แท่นหมุน)°
δ ที่อ่านได้ (โปรแทรกเตอร์)°
📋 ตาราง A — มุมเบี่ยงเบนกับมุมตกกระทบ
📋 ตาราง B — มุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุด → n
📈 กราฟ δ กับ i

วัตถุประสงค์

อุปกรณ์ (เสมือนจริง)

การใช้งาน Simulation

ตอนที่ A — หามุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุด

  1. เลือกเลเซอร์แดง หมุนปริซึมให้ i ประมาณ 30° อ่าน i จากเข็มชี้ และ δ จากโปรแทรกเตอร์ กรอกแล้วกด 📝 บันทึก
  2. เพิ่ม i ครั้งละประมาณ 5° จนถึง 80° บันทึกทุกครั้ง · สังเกตว่าเมื่อหมุนไปทางเดียว รังสีออกเคลื่อนเข้าหาแนวเดิม หยุด แล้วย้อนกลับ
  3. เขียนกราฟ δ กับ i หาจุดต่ำสุด · ปรับละเอียดรอบจุดนั้นจนรังสีออก "หยุดแล้วเริ่มย้อนกลับ" อ่าน δ แล้วกด 📍 บันทึก δ เป็น δmin
  4. คำนวณ n = sin((A+δmin)/2) / sin(A/2) โดย A = 60°

ตอนที่ B — การกระจายแสง

  1. หา δmin ของเลเซอร์เขียวและเลเซอร์ม่วง เปรียบเทียบค่า n ของแต่ละสี
  2. เปลี่ยนเป็นแสงขาว สังเกตสเปกตรัมบนกระดาษ สีใดเบี่ยงเบนมากที่สุด · ลองแก้วฟลินต์ แถบสเปกตรัมกว้างขึ้นหรือแคบลง?

วิธีบันทึกผล

ตาราง A แสง | i | δ
ตาราง B แสง | δmin | n = sin((60° + δmin)/2) / sin 30° | n จริง (เฉลยหลังบันทึก) | %error

คำถามท้ายการทดลอง

  1. กราฟ δ กับ i มีลักษณะอย่างไร ที่มุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุดรังสีในปริซึมมีทิศอย่างไรเทียบกับฐาน?
  2. เมื่อ i น้อยมาก เหตุใดจึงไม่มีรังสีออกจากผิวที่สองของปริซึม?
  3. แสงสีใดมีดรรชนีหักเหมากที่สุดในแก้ว · อัตราเร็วของแสงสีนั้นในแก้วมากหรือน้อย?
  4. ทำไมแก้วฟลินต์จึงให้แถบสเปกตรัมกว้างกว่าแก้วคราวน์?
  5. สาเหตุความคลาดเคลื่อนในการหา δmin มีอะไรบ้าง?

1. การหักเหผ่านปริซึม

แสงหักเหสองครั้ง: เข้าที่ผิวแรก (i → r₁) และออกที่ผิวที่สอง (r₂ → e) · รังสีเบนเข้าหาฐานของปริซึม · มุมเบี่ยงเบน δ คือมุมระหว่างแนวรังสีตกกระทบเดิมกับรังสีที่ออก

sin i = n sin r₁ sin e = n sin r₂
A = r₁ + r₂ δ = i + e − A

2. มุมเบี่ยงเบนน้อยที่สุด

เมื่อเพิ่ม i มุมเบี่ยงเบนลดลงถึงค่าต่ำสุดแล้วเพิ่มขึ้น · ที่ค่าต่ำสุดรังสีผ่านปริซึมแบบสมมาตร i = e และ r₁ = r₂ = A/2 (รังสีในปริซึมขนานกับฐาน) จึงได้

i = (A + δmin)/2 r₁ = A/2
n = sin((A + δmin)/2) / sin(A/2)

ข้อดีของวิธีนี้: ที่ใกล้จุดต่ำสุด δ แทบไม่เปลี่ยนเมื่อ i เปลี่ยนเล็กน้อย การอ่าน δmin จึงคลาดน้อย

3. การกระจายแสง

ดรรชนีหักเหของแก้วขึ้นกับความยาวคลื่น (สูตรของโคชี n = Ac + Bc/λ²) แสงความยาวคลื่นสั้น (ม่วง) มี n มากกว่าจึงหักเหและเบี่ยงเบนมากกว่าแสงแดง แสงขาวจึงแยกเป็นสเปกตรัม ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง · แก้วฟลินต์มี Bc มากกว่าจึงกระจายแสงมากกว่า

วัสดุn (แดง 650)n (เหลือง 589)n (ม่วง 405)